Showing posts with label New Zealand. Show all posts
Showing posts with label New Zealand. Show all posts

Family Trip@New Zealand DAY 4

DAY 4: April 14, 2008 (Mon)

วันนี้ต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปขึ้นเครื่องบินรอบ 9 โมงเช้า อีกทั้งยังต้องไปคืนรถอีก หลังจากไปถึงที่ Airport ถึงรู้ว่าจริงๆ แล้วไม่ต้องรีบขนาดนี้ก็ได้เพราะสนามบินไม่ได้ใหญ่โตอะไร counter ทุกอย่างอยู่ใกล้กันหมดเลย โรงแรมที่พักก็อยู่ไม่ไกลจากสนามบิน ดูเหมือน Flight นี้จะมีผู้โดยสารไม่ถึง 20 คน เราใช้บริการของ Air New Zealand ซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นจาก Rotorua มาถึง Christchurch


>> ถ่ายจากเครื่องบินระหว่างเดินทางจาก Rotorua ไปยัง Christchurch


>> ถ่ายจากเครื่องบินระหว่างเดินทางจาก Rotorua ไปยัง Christchurch
หลังจากจัดการเรื่องรถเช่าเรียบร้อยแล้ว เราก็ตรงไปยังที่พักเป็นอันดับแรกเนื่องจากที่พักคืนนี้สามารถเข้า check-in ได้ก่อนบ่ายสอง เราจึงแวะเก็บของรวมทั้งจอดรถทิ้งไว้ เพราะที่พักอยู่ไม่ไกลจากสถานที่เที่ยวช่วงบ่าย อีกทั้งในเมือง Christchurch ยังมี Central City Shuttle ซึ่งให้บริการฟรีสำหรับเดินทางในเมืองยกเว้นในบริเวณที่มีรถ tram วิ่ง ถ้าต้องการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของเมือง Christchurch โดยที่ไม่เหนื่อยมาก แนะนำให้ซื้อตั๋ว Tram Tour ซึ่งสามารถหาซื่อได้ที่ i-SITE ทั่วไป หรือสามารถซื้อจากคนขับได้โดยตรง
>> Stained Glass ใน Cathedral
>> บริเวณด้านหน้า Cathedral


>> บริเวณ Cathedral Square จะสังเกตุเห็น The Chalice ที่เป็นรูปกรวยตั้งเด่นเป็นสง่า
>> ตั้งใจจะถ่ายรูป Tram ที่วิ่งในเมืองมาให้ดูกันแต่ได้ออกมาแบบไม่ชัด

รถ Tram จะหยุดตาม stop ที่จัดไว้ทั้งหมด 11 stops โดยถ้าคุณแวะลงตามจุดต่างๆ ก็ไม่น่าจะพลาดที่เที่ยวสำคัญๆ ของเมือง Christchurch แล้ว ที่แรกที่เราแวะคือ Cathedral Square ซึ่งตั้งอยู่ตรงใจกลางของเมือง Christchurch ในบริเวณนี้มีสิ่งก่อสร้างที่มีรูปทรงน่าสนใจที่เรียกว่า The Chalice เป็นรูปทรงกรวยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับ Cathedral บริเวณลานกว้างๆ นี้ จะมีร้านขายอาหารรถเข็นอยู่มากมาย ยังไม่นับรวมร้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณรอบๆ ถ้าจะมาเที่ยวที่ Christchurch ควรจะเผื่อเวลาไว้ประมาณ 1 วันเป็นอย่างน้อยถึงจะเดินชมเมืองได้ทั่ว ในบริเวณ Botanical Gardens จะมีนาฬิกาที่ทำจากดอกไม้ แต่เนื่องจากช่วงที่ไปเป็นช่วงที่จะเข้าหน้าหนาว เลยไม่มีดอกไม้ให้เห็นบริเวณนี้ เหลือแต่เข็มชั่วโมงกับเข็มนาที ถ้าใครพอมีเวลาก็สามารถใช้บริการ Punting on the Avon เพื่อนั่งเรือชมแม่น้ำ Avon ก็ดูเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจทีเดียว

>> Punting on the Avon


>> ร้านอาหารที่จำลองเป็นรถ Tram ที่ตั้งอยู่บริเวณ Cathedral Square (อยู่กับที่)

เนื่องจากเราวางแผนจะขับรถไปชมเมือง Akaroa ซึ่งอยู่ห่างจากเมือง Christchurch 1 ชั่วโมงครึ่ง เราจึงมีเวลาเหลือไม่มากที่จะเดินเที่ยวในเมือง Christchurch Akaroa เป็นเมืองตากอากาศเล็กๆ ที่อยู่ทางชายฝั่งด้านตะวันออกของ Christchurch ห่างออกไปประมาณ 75 km เป็นเมืองที่มีชนชาติฝรั่งเศษและอังกฤษมาตั้งรกราก ซึ่งดูได้จากลักษณะของอาคารบ้านเรือนบริเวณนี้ ยังคงมีกลิ่นอายของความเป็นฝรั่งเศษหลงเหลือ และเนื่องจากช่วงที่ไปเป็นช่วงหน้าหนาว จึงไม่เห็นคนออกมานอนอาบแดดบริเวณชายหาด สำหรับกิจกรรมบริเวณเมืองริมทะเลแห่งนี้มีตั้งแต่ ว่ายน้ำ พายเรือคายัค เล่นเรือใบ ดูปลาโลมาหรือจะเป็นแมวน้ำที่มานอนอาบแดดบริเวณชายฝั่ง เดินเที่ยวเล่นในเมือง เยี่ยมชมบ้านที่มีประวัติเก่าแก่ เช่น Langlois Eleveneaux Cottage หรือจะนั่งรับประทานอาหารที่ Café น่ารักๆ ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายร้านทีเดียว รูปที่ครอบครัวเราถ่ายบริเวณริมทะเล ออกมาดูเหมือนกับภาพวาดยังไงยังงั้น ท้องฟ้าเป็นสีครามตัดกับพื้นทะเลด้านล่างแถมด้วยวิวของเรือที่จอดอยู่บริเวณนี้ สวยงามเกินบรรยาย สถานที่ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้คงไม่พ้นท่าเรือที่มีหลังคาเป็นสีแดงๆ ถ้าใครมาเที่ยว Christchurch ขอแนะนำว่า ควรจะเผื่อเวลาสำหรับมาแวะชมเมือง Akaroa



>> ถ่ายรูปกับป้ายหน้าร้าน Fish & Chips เจ้าอร่อยในเมือง Akaroa
ก่อนกลับไป Christchurch เราแวะรับประทาน Fishes & Chips ร้านดัง ที่มีชื่อว่า 'Akaroa Fish and Chip Shop' ตั้งอยู่ที่ 59 Beach Road ร้านนี้หาไม่ยาก เนื่องจากตั้งอยู่บนถนนเส้นหลัก อีกทั้งมีลูกค้าแวะมาใช้บริการค่อนข้างเยอะ ที่นี่มีปลาให้เลือกหลายชนิด ถ้าใครไม่ทานปลา ก็สามารถเลือกเป็นกุ้งหรือปลาหมึกชุปแป้งทอด แต่ที่จะพลาดไม่ได้เมื่อมาถึง New Zealand นั่นก็คือ หอยแมลงภู่สดๆ นึ่ง รสหวาน อร่อยกว่าที่ขายในเมืองไทยเนื่องจากไม่ได้ใช้หอย Frozen นึกถึงแล้ว ก็อยากกลับไปกินอีกจังเลย
>> ถ่ายรูปกับครอบครัวที่บริเวณริมชายทะเลในเมือง Akaroa
กว่าจะกลับมาถึง Christchurch ก็ค่ำทีเดียว ทุกคนหมดแรงไปตามๆ กัน แต่ก็ยังโชคดีที่ห้องพักของคืนนี้มี Jacuzzi ในห้องด้วย แช่น้ำร้อนในช่วงอากาศหนาวช่วยให้หายเหนื่อยได้จริงๆ ที่พักคืนนี้เป็น Serviced Apartment ที่ตกแต่งห้องได้สวยงามทีเดียว เจ้าของก็ Friendly และให้เอาใจใส่แขกที่มาพักอย่างดี ถ้ากลับไปที่ Christchurch อีกครั้ง ก็คงจะไปพักที่นี่อีกแน่นอน ก่อนเข้านอนคืนนี้ก็ต้องเตรียมทบทวนแผนการเดินทางสำหรับวันรุ่งขึ้นอีกที เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่วางแผนไว้ เพราะเราจองที่พักไว้ล่วงหน้าหมดแล้วของทั้งทริป ถ้าไปไม่ทันจริงๆ ก็ต้องโทร cancel เป็นที่ๆไป
>> อ่าง Jacuzzi ใน Service Apartment แช่น้ำร้อนแล้วช่วยให้หายเหนื่อยไปได้เยอะ


>> ห้องที่เราพักคืนนี้ ตกแต่งในโทนสีแดง ห้องพักที่นี่จะตกแต่งไม่เหมือนกันเลยซักห้อง เจ้าของจะใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เป็นอีกที่ ที่คิดว่าจะกลับมาพักอีกถ้ามาแวะเมืองนี้

Family Trip@New Zealand DAY 3

DAY 3: April 13, 2008 (Sun)

วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าเนื่องจากต้องทำเวลากันพอสมควร เพราะว่าวันนี้เราจะต้องขับรถไปให้ถึงเมือง Rotorua ในช่วงบ่ายของวันนี้ โดยระหว่างทางเราแวะกันที่ Waitomo Cave ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนนิยมมาดูหนอนเรืองแสงหรือที่เรียกว่า Glowworm

>> บริเวณทางเข้า Waitomo Glowworm Caves

นอกเหนือจาก Glowworm แล้วก็ยังมีถ้ำที่เป็นหินงอกหินย้อยรูปทรงแปลกๆ ให้ชม โดยสามารถที่จะเลือกซื้อบัตรเข้าชมเฉพาะอย่างหรือเลือกซื้อเป็น Combo ถ้าตั้งใจจะดูมากกว่า 1 อย่าง ซึ่งราคาจะถูกกว่าซื้อเพื่อเข้าชมสถานที่เดียว แต่เนื่องจากเรามีเวลาจำกัดเราจึงเลือกแวะชม Glowworm เพียงอย่างเดียว บริเวณทางเข้าหลังจากที่จ่ายเงินเรียบร้อย จะมี Guide มาคอยดูแลคณะของเราซึ่งเราก็จะไป join กับนักท่องเที่ยวอีก 4-5 คน โดย Guide ก็จะบรรยายถึงรายละเอียดความเป็นมาของสถานที่ รวมทั้งนำชมจุดต่างๆ ที่น่าสนใจภายในถ้ำ โดยมี Highlight คือการนั่งเรือตอนจะออกมาจากถ้ำ (ทางเข้ากับทางออกคนละทางกัน) ซึ่งเมื่อคุณแหงนหน้าขึ้นมองเพดานถ้ำด้านบนและผนังโดยรอบจะเห็นหนอนเรืองแสงจำนวนมหาศาลเหมือนเงยหน้าดูดวงดาวบนท้องฟ้า สวยงามมาก ระยะเวลาเข้าชมอยู่ที่ 45 นาทีโดยประมาณ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปบริเวณในถ้ำ เลยไม่มีรูปมาให้ชมกัน มีแต่รูปที่ถ่ายบริเวณทางเข้าและรอบๆ เท่านั้น

>> เสาแกะสลักบริเวณทางเข้า Waitomo Glowworm Caves

หลังจากนั้นเราก็ขับรถกันต่อเพื่อไปยังจุดหมายของวันนี้ ซึ่งก็คือเมือง Rotorua โดยเราจะแวะกันที่ Wai-O-Tapu Thermal Wonderland ซึ่งเป็น Highlight ของการมาเที่ยวที่เมือง Rotorua Wai-O-Tapu คือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ บ่อโคลนเดือด และน้ำพุร้อนธรรมชาติ จริงๆ แล้วตั้งใจอยากจะมาดู Geyser ตามคำขอของคุณพ่อเพราะครั้งที่คุณพ่อมา New Zealand รอบที่แล้วก็ยังไม่ได้มาดู Geyser เลย น่าเสียดายที่เราไม่สามารถมาทันเวลาที่จะเข้าชม Lady Knox Geyser โดย Geyser นี้จะ erupt ทุกๆ วัน ที่เวลา 10:15 a.m.โดยประมาณ แต่ไม่เป็นไรเพราะบริเวณรอบๆ สถานที่นี้ก็มีจุดที่น่าสนใจหลายๆ แห่งให้ชมกัน เช่น Champagne Pool ซึ่งมีสีสันที่แปลกตา หรือจะเป็น Mud Pool ที่มีฟองโคลนเดือดปุดๆ อยู่ด้านล่าง เป็นต้น จุดถ่ายรูปที่ชอบที่สุดของที่นี่เห็นจะเป็น Silica Terrace Crossing ซึ่งเป็นสะพานไม้ยาวๆ เพื่อเดินข้าม Champagne Pool และก็จุดสุดท้ายก่อนที่จะกลับมายังจุดตั้งต้น ที่เรียกว่า Devil’s Bath เป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ที่เป็นน้ำส่วนเกินที่ไหลมากจาก Champagne Pool ผสมกับ sulphur และ ferrous salts ออกมาเป็นสีเขียว ซึ่งเป็นสีที่สวยมากๆ


>> Champagne Pool, Wai-O-Tapu Thermal Wonderland

>> ป้าย Wai-O-Tapu Thermal Wonderland พร้อมคำบรรยาย
>> Devil's Bath, Wai-O-Tapu Thermal Wonderland
>> ถ่ายรูปกับคุณพ่อและคุณแม่ที่ Selica Terrace Crossing, Wai-O-Tapu Thermal Wonderland

การเดินชมสถานที่ แบ่งออกเป็น 3 Walk โดย Walk 1 มีระยะทาง 1.5 km จะใช้เวลาเดินประมาณ 30 นาที Walk 2 มีระยะทาง 2 km จะใช้เวลาเดินประมาณ 40 นาที และ Walk 3 มีระยะทางมากที่สุดคือ 3 km และจะใช้เวลาเดินถึง 75 นาที เราเลือกเดิน Walk 2 เพราะมากับคุณพ่อ คุณแม่ และยังเป็นวันแรกๆ ของ Trip อีกด้วย ยังเหลือที่ต้องเดินอีกเยอะสำหรับวันหลังๆ จริงๆ แล้ว แค่ Walk 2 ก็รู้สึกว่าคุ้มกับที่ใช้เวลาขับรถมาไกลจาก Auckland แล้ว

วันนี้มื้อค่ำเราเปลี่ยนไปทานอาหารฝรั่งบ้าง ร้านนี้ชื่อ Freos Café อยู่ไม่ไกลจากที่พักคืนนี้ (Novotel Rotorua Lakeside) ร้านค่อนข้างเงียบ ที่ติดใจก็คือ New Zealand Mussel Soup รสชาติใช้ได้เลย หอยแมลงภู่สดมากๆ ตัวใหญ่อวบอ้วนมาในซุปมะเขือเทศ เสริฟพร้อมขนมปังร้อนๆ แต่คุณแม่ไม่ค่อยชอบรับประทานอาหารฝรั่งเท่าไร (ยกเว้น Hamburger) สงสัยมื้อหน้าคงต้องหาร้านอาหารจีนหรืออาหารไทยแทน

Family Trip@New Zealand DAY 1-2

DAY 1-2: April 11-12, 2008 (Sat)

หลังจากนั่งเครื่องจากกรุงเทพมาเกือบ 11 ชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายของการท่องเที่ยวในครั้งนี้ New Zealand ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องธรรมชาติที่งดงาม คนที่มาเที่ยวที่นี่ส่วนใหญ่ก็นิยมที่จะเช่ารถขับเองมากกว่าเนื่องจากเราสามารถวางแผนการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับความต้องการของเราเอง และยังสามารถที่จะใช้เวลาถ่ายรูปกับธรรมชาติเหล่านี้ได้อย่างต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อไรจะถึงเวลานัดเพื่อรีบขึ้นรถไปยังจุดหมายถัดไป ซึ่งเครื่องของการบินไทยซึ่งบินออกจากกรุงเทพนั้น จะลงจอดที่เมือง Auckland ซึ่งอยู่บนเกาะเหนือเท่านั้น ไม่มี Direct Flight จากกรุงเทพไปเกาะใต้ แต่ถ้าคุณวางแผนที่จะเที่ยวทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ก็สามารถทำได้ไม่ยาก โดยสามารถจะใช้วิธีนั่งเรือ Ferry หรือจะนั่งแครื่องบินในประเทศจากเกาะเหนือมาที่เกาะใต้ก็ได้

สำหรับการเที่ยวในครั้งนี้ คณะเรามีทั้งหมด 4 คน และแต่ละคนก็มีกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่คนละ 1 ใบ ยังไม่รวม Carry on luggage อีกคนละ 1 ใบ เราจึงตัดสินใจเช่ารถ SUV ซึ่งน่าจะสามารถ fit กระเป๋าทั้งหมดได้ ซึ่งก็เป็นดังคาด…พอดีเป๊ะ ขนาดว่าเราต้องมีการซ้อมกันก่อนเดินทาง โชคดีที่รถบ้านเราส่วนใหญ่จะเป็นรถ SUV เลยกะขนาดได้ใกล้เคียงกับรถที่เราเช่าในทริปนี้ ถึงแม้ว่าครอบครัวเราจะมั่นใจในฝีมือการดูแผนที่พอสมควร แต่ก็คิดว่าควรจะเช่า Navigator ติดไว้เผื่อเกิดหลงทาง นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากเนื่องจากการขับรถเมื่อเข้าเขต City นั้น ต้องขอบอกว่ายากมากๆ ในการดูแผนที่เนื่องจากถนนบางสายหาไม่เจอในแผนที่ อีกทั้งแผนที่ที่เราไปขอมาจาก i-SITE ก็ไม่ได้มีรายละเอียดชื่อถนนทุกๆ เมืองที่เราไป และถนนหลายๆ สายในเมืองใหญ่อย่าง Auckland และ Christchurch ก็เป็น One-Way อีกด้วย

เนื่องจากรัฐบาลของ New Zealand ให้การสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวอย่างมาก ทำให้มีข้อมูลมากมายที่นักท่องเที่ยวสามารถทำการค้นคว้าได้ด้วยตัวเอง และเกือบทุกเมืองจะมี i-SITE ตั้งอยู่ i-SITE ก็คือ Visitor Center ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปขอคำแนะนำเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองนั้นๆ รวมทั้งขอ Route Map สำหรับการขับรถ ถ้าคุณวางแผนจะไปล่องเรือหรือขึ้น Helicopter ก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ที่นี่โทรจองให้ได้เช่นกัน โดยที่ไม่ต้องเสียค่าบริการเพิ่ม สะดวกมากจริงๆ

>> วิวเมือง Auckland มองลงมาจาก One Tree Hill

>> วิวเมือง Auckland อีกมุมหนึ่ง มองลงมาจาก One Tree Hill เช่นกัน

ในวันแรก เนื่องจากเรามีเวลาเที่ยวแค่ช่วงบ่าย เราจึงตั้งใจว่าจะไปดูวิวของเมือง Auckland ที่ One Tree Hill และ Mount Eden ก่อนที่จะ Check-in เข้าโรงแรม One Tree Hill หรือที่เรียกว่า Maungakiekie ในภาษาท้องถิ่นของชาว Maori นับเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดของ Auckland ซึ่งเคยประทุเมื่อ 20,000-30,000 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันดับไปแล้ว และถ้าคุณขึ้นไปยืนบริเวณจุดที่สูงที่สุด จะสามารถมองเห็นทุ่งหญ้าบริเวณรอบๆ ที่เต็มไปด้วยฝูงน้องแกะตัวอ้วนๆ และเมือง Auckland ที่อยู่บริเวณด้านล่าง One Tree Hill ตั้งอยู่ในบริเวณ Park ที่ชื่อว่า Cornwall Park ซึ่งแต่ดั้งเดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นของ Sir John Logan Campbell ที่ตั้งของเสาซึ่งอยู่บนเนิน เป็นสุสานของ Sir John Logan Campbell ซึ่งจะมีรูปปั้นของ Sir John สร้างอยู่บริเวณใกล้ๆ


>> รูปนี้ถ่ายกับคุณพ่อที่เสาบริเวณ One Tree Hill

>> บริเวณรอบๆ One Tree Hill

Mount Eden หรือ Maungawhau ในภาษา Maori แปลว่า Mountain of the Whau Tree เคยเป็นบริเวณที่ตั้งของภูเขาไฟมาก่อน โดยครั้งสุดท้ายที่ระเบิดคือเมื่อประมาณ 60,000 ปีที่ผ่านมา และเนื่องจากในอดีตภูเขาไฟนี้เคยระเบิดหลายครั้ง ทำให้พื้นที่บริเวณนี้เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ Mount Eden ถือว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดโดยธรรมชาติของเมือง Auckland ถ้ามองจาก Mount Eden ลงไปด้านล่างจะสามารถเห็นเมือง Auckland ได้โดยรอบและสามารถมองเห็น One Tree Hill อยู่อีกฝั่งหนึ่ง


>> มองจาก Mount Eden, Auckland จะเห็น Sky Tower อยู่ลิบๆ

>> Mount Eden, Auckland

น่าเสียดายที่อากาศวันนี้ไม่ค่อยสดใสเท่าที่ควรมีฝนตกปรอยๆ ทำให้รูปที่ออกมายังไม่ค่อยถูกใจเท่าไร ไม่เป็นไรไว้ค่อยกลับมาเที่ยวอีกครั้งถ้ามีโอกาส หลังจากแวะชมวิวไป 2 แห่ง เราก็รู้สึกหิวกันขึ้นมา เนื่องจากว่ายังไม่ได้ทานอะไรเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ลงจากเครื่อง อาจเพราะเวลาที่เร็วกว่าเมืองไทยถึง 6 ชั่วโมงเลยยังไม่ค่อยอยากทานมื้อกลางวันกันในตอนแรก ร้านแรกของ Trip นี้เป็นร้านอาหารจีนซึ่งมีเพื่อนแนะนำมาว่าอร่อยมากอย่าลืมแวะทานให้ได้ ครอบครัวเราก็ชอบรับประทานของอร่อยอยู่แล้ว จะพลาดได้อย่างไร น่าเสียดายที่ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปอาหารใน trip นี้ เลยไม่มีรูปมาให้ชมกันครบทุกร้าน ร้านนี้ชื่อว่า Canton Café เป็นร้านอาหารจีน Cantonese Style จานแรกเป็น Veal ซึ่งนำมาผัดกับ Special Sauce ทำได้นุ่มมากๆ ผัดผักก็รสชาติใช้ได้ กู้งผัด Sauce ก็รสชาติดีแต่กินยากไปนิดนึง เนื่องจากเราสั่ง With Shell ยังมีรายการบน Menu อีกหลายรายการที่น่าสนใจแต่คงต้องมีคนมาร่วมรับประทานจำนวนมากกว่านี้ เราสั่งไปประมาณ 4 จาน ยังทานกันไม่หมดเลย ไม่ใช่ว่าอาหารไม่อร่อยแต่เนื่องจาก Portion ค่อนข้างใหญ่ ก็เลยต้องขอ To-Go กลับไป



>> ห้องพักที่ Crown Plaza Hotel, Auckland

หลังจากที่ check-in เข้าที่พักเรียบร้อย เราก็ออกมาชมวิวตอนกลางคืนต่อที่ Sky Tower ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่พัก (Crown Plaza Hotel) สามารถเดินมาได้ไม่จำเป็นต้องขับรถ ค่าขึ้นชมบน Sky Tower ราคา 25 NZ Dollars ต่อคน โดยต้องเสียเงินเพิ่มอีก 3 NZ Dollars ต่อคนถ้าต้องการขึ้นไปชมบน Higher Level แต่ก็นับว่าคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป เพราะบนนี้สามารถเห็นวิวของเมือง Auckland ได้แบบ 360 Degrees จริงๆ แล้วก็คล้ายๆ กับ CN Tower ที่ Toronto แต่ที่ CN Tower จะมีกระจกตรงบริเวณพื้นที่คุณสามารถไปยืนบนนั้นแล้วมองลงไปด้านล่างให้ความรู้สึกหวาดเสียวมากๆ ที่นี่มีกิจกรรมชนิดนึงที่เรียกว่า Sky Jump ซึ่งเค้าจะผูกเราไว้กับเชือกสลิง และเราก็จะ Jump ลงมากจากบริเวณที่เค้าเตรียมไว้ ซึ่งถ้าใครไม่กลัวความสูงขอแนะนำให้ลองเล่นดู หรือถ้าจะตื่นเต้นน้อยลงมาหน่อยก็จะเป็น Sky Walk ที่จะผูกตัวเรากับเชือก ซึ่งเชือกก็จะติดอยู่กับคานเหล็กวงกลมด้านบน และเค้าก็จะให้เราเดินบริเวณขอบๆ ของยอดโดม
>> Sky Tower, Auckland ที่อยู่ในรูป นั่นก็คือ นักท่องเที่ยวกำลังเล่น Sky Jump อยู่

>> วิวเมือง Auckland มองลงมาจาก Sky Tower ฝั่งทางด้านที่ติดกับทะเล

>> วิวเมือง Auckland มองลงมาจาก Sky Tower อีกฝั่งหนึ่ง
ช่วงที่เรากำลังถ่ายรูปวิวกันอยู่ บังเอิญว่าเห็นมีคนกำลังเล่น Sky Jump อยู่ เลยรีบถ่ายรูปมาให้ดูกันว่าของจริงน่าหวาดเสียวขนาดไหน